พลวัตของค่าว

ค่าวเป็นชื่อฉันทลักษณ์ประเภทหนึ่งของล้านนา เป็นลักษณะการร้อยกรองถ้อยคำให้รวมกันอย่างมีระเบียบ ตามหลักเกณฑ์หรือวิธีการแต่งแห่งคำประพันธ์ประเภทค่าว การเรียงร้อยถ้อยคำให้เป็นระเบียบเหมือนห่วงโซ่ คือมีสัมผัสคล้องจองกันไปนี้ ศาสตราจารย์เกียรติคุณมณี พยอมยงค์ จึงเปรียบการส่งสัมผัสของคำประพันธ์ประเภทค่าวว่าเหมือนเชือกค่าว

คำประพันธ์ประเภทค่าวนี้เกิดขึ้นเมื่อใดยังไม่สามารถหาหลักฐานระบุได้แน่นอน แต่สันนิษฐานว่าน่าจะแต่งขึ้นในช่วงเวลาระหว่าง พ.ศ. ๒๓๐๐-๒๔๗๐ เพราะเป็นช่วงที่บ้านเมืองพ้นจากอำนาจการปกครองของพม่า วัฒนธรรมหลายอย่างรวมทั้งวรรณกรรมจึงได้รับการฟื้นฟูขึ้น เพื่อให้เห็นลักษณะและพลวัตของค่าว ผู้เขียนจะกล่าวถึงค่าวมุขปาฐะอันเป็นจุดเริ่ม และพัฒนามาเป็นค่าวลายลักษณ์ดังนี้

ค่าวมุขปาฐะ

ในอดีต ฉันทลักษณ์ประเภทค่าวถูกนำมาใช้ในชีวิตประจำวันในรูปแบบมุขปาฐะ ได้แก่ “ค่าวก้อม” และ “คำค่าวคำเครือ” ส่วน “ค่าวใช้ ค่าวร่ำ ค่าวธัมม์ ” มักปรากฏเป็นลายลักษณ์อักษร ทั้งนี้เพราะผู้ที่แต่งค่าวเหล่านี้ได้ต้องเป็นผู้ที่อ่านออกเขียนได้ นอกเหนือจากความสามารถด้านโวหารกวี อันเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับผู้ชื่นชอบการแต่งค่าว

ค่าวที่เป็นมุขปาฐะมาก่อนได้แก่ “ค่าวก้อม คำค่าวคำเครือหรือคำอู้บ่าวอู้สาว” ค่าวทั้งสองประเภทนี้ไม่ทราบต้นตอที่มาแน่ชัด ทราบแต่ว่าเป็นคำโบราณที่คนรุ่นเก่าๆ หรือผู้เฒ่าผู้แก่ว่าไว้ โดยเฉพาะ ค่าวก้อม มักกล่าวไว้เป็นทำนองภาษิตหรือสุภาษิต มุ่งให้ข้อคิดเตือนใจ เช่น

นอกจากนี้ชาวล้านนายังนำ “ค่าวก้อม” ที่มีเนื้อหาสั้นมาใส่ท่วงทำนองร้องซ้ำบทไปมา ก็เรียกว่า “ค่าวว้อง” หากขับขานทำนองคร่ำครวญแสดงความรักของชายหนุ่มที่มีต่อหญิงสาว ก็จะเรียกว่า “จ๊อย”จะเห็นได้ว่า “ค่าวก้อม” ของชาวล้านนาสามารถปรับเปลี่ยนบทบาทได้หลายลักษณะ อาจใช้เป็นภาษิตคำสอนก็ได้ ใช้ขับขานเป็นท่วงทำนองเพื่อความสนุกสนานก็ได้เช่นกัน “ค่าวก้อม” เหล่านี้ใช้การจดจำสืบทอดกันรุ่นต่อรุ่น ผนวกกับวัฒนธรรมการอู้บ่าวอู้สาวของชาวล้านนาในอดีต จึงทำให้ “ค่าวก้อม” ซึ่งเป็นภูมิปัญญาของชาวล้านนาดำรงอยู่ได้ในอดีตกาล

ค่าวลายลักษณ์

วรรณกรรมค่าวลายลักษณ์ที่เป็นข้อมูลสำคัญทางประวัติศาสตร์

จากการสำรวจพบว่า วรรณกรรมค่าวลายลักษณ์ที่เก่าสุดที่มีต้นฉบับเหลือถึงทุกวันนี้ คือ พม่ารบไทย แต่งขึ้นเมื่อปี พ.ศ. ๒๓๒๒ ถัดมาเป็น คร่าวเชียงแสนแตก ไม่ปรากฏปีที่แต่ง แต่น่าจะหลังจากปีพ.ศ. ๒๓๔๖ ไม่นาน โดยพิจารณาจากเนื้อหาที่กล่าวถึงสงครามระหว่างไทยกับพม่า ซึ่งในครั้งนั้นทัพไทยกับล้านนาสามารถขับไล่พม่าออกไปจากภาคเหนือได้เป็นผลสำเร็จ ส่วนพลเมืองเชียงแสนก็ถูกกวาดต้อนไปอยู่ตามที่ต่างๆ

หลักฐานเกี่ยวกับค่าวปรากฏชัดเจนอีกครั้งเมื่อประมาณปีพ.ศ. ๒๓๗๐-๒๓๘๐ พระยาพรหมโวหารได้แต่งค่าวเล่าความรู้สึกของตนถึงภรรยา ด้วยความไพเราะของบท ทำให้มีการคัดลอกและท่องจำกันมาจนกลายเป็นวรรณกรรมที่แพร่หลาย ปัจจุบันเรียกวรรณกรรมเรื่องนี้ว่า ค่าวสี่บท หรือ ค่าวร่ำนางชม หรือ ค่าวร่ำนางสรีชม

วรรณกรรมค่าวลายลักษณ์เรื่อง ค่าวซอหงส์ผาคำ เป็นเรื่องสำคัญที่เป็นจุดเปลี่ยนในวงวรรณกรรมล้านนา กล่าวคือ พระยาโลมาวิสัย แต่งโคลงเรื่องหงส์ผาคำ ราว พ.ศ. ๒๓๙๖ จากนั้นจึงแต่งค่าวเรื่องหงส์ผาคำจบเมื่อปีพ.ศ. ๒๔๐๐

เนื่องจากฉันทลักษณ์ประเภทค่าวมีลักษณะใกล้เคียงกับกลอนของภาคกลาง และไม่ซับซ้อนเหมือนโคลง จึงทำให้ชาวบ้านนิยมแต่งกันมากขึ้น ต่อมาเมื่อเทคโนโลยีการพิมพ์เข้ามามีบทบาทมากขึ้น ความนิยมในการเล่าค่าวก็แปรเปลี่ยนมาเป็นการอ่านค่าวซึ่งพิมพ์เผยแพร่เป็นหนังสือค่าวซอเรื่องธรรม (ค่าวที่นำเนื้อหามาจากชาดก) พบค่าวซอเรื่องต่างๆ ที่นำมาพิมพ์ประมาณ พ.ศ. ๒๔๗๔ อาทิ เรื่อง นกกระจาบสุวรรณเมฆะ, อุทธลา, จำปาสี่ต้น, บัวระวงศ์หงส์อำมาตย์, วรรณพราหมณ์, วงศ์สวรรค์, สุทธนู, จันต๊ะคา
เป็นต้น

จากนโยบายผนวกล้านนาเป็นหนึ่งเดียวกับสยามประเทศ ผ่านการเรียนภาษาไทยกลาง ส่งผลให้ชาวล้านนาเริ่มหันมาอ่านอักษรไทยกลางมากขึ้น ส่งผลให้โรงพิมพ์ของ นายเมืองใจ ชัยนิลพันธุเริ่มพิมพ์ค่าวซอด้วยอักษรไทยกลาง ตั้งแต่พ.ศ. ๒๔๙๕ เป็นต้นมาจนกระทั่งปีพ.ศ. ๒๕๑๐ ร้านประเทืองวิทยาได้ซื้อกิจการโรงพิมพ์และพิมพ์ค่าวซอจำหน่ายในเวลาต่อมา

วรรณกรรมค่าวซอเมื่อได้รับความนิยมสูงสุดในสมัยที่กิจการพิมพ์เฟื่องฟู จากที่พิมพ์เป็นรูปเล่ม ได้พัฒนาผ่านสื่ออื่นๆ อาทิ หนังสือพิมพ์ท้องถิ่น และสื่อวิทยุกระจายเสียง
ด้านสื่อหนังสือพิมพ์ “หนังสือพิมพ์คนเมือง” ได้เปิดคอลัมน์เฉพาะของค่าวซอขึ้น เมื่อเดือนกันยายน พ.ศ. ๒๕๐๑โดยเปิดโอกาสให้กวีสมัครเล่น ส่งผลงานมาตีพิมพ์ ไม่จำกัดหัวข้อ ขอให้มีความยาวไม่เกินหนึ่งหน้ากระดาษ เพื่อสะดวกในการลงพิมพ์ ค่าวซอที่ได้นำลงพิมพ์แล้วจะนำไปอ่านออกอากาศทางวิทยุโดยมีผู้ควบคุมรายการคือ เลิศ ลานนาไทย หรือ นายบุญเลิศ พิงพราวลี

ส่วนสื่อวิทยุกระจายเสียงในยุคนั้น พบว่า มีผู้จัดรายการนำค่าวซึ่งผู้ฟังทางบ้านเขียนส่งมาให้อ่านออกอากาศทางวิทยุกระจายเสียง เช่น นายอำนวย กะลำพัด เป็นนักจัดรายการวิทยุผู้หนึ่งที่นำค่าวมาอ่านออกอากาศทางสถานีวิทยุพิงคนคร (รู้จักกันทั่วไปว่า ค่าวฮ่ำ) และได้รับความนิยมมากในช่วงปี พ.ศ. ๒๕๐๗ เนื้อหาที่นำมาออกอากาศทางสถานีวิทยุกระจายเสียงนั้นจัดเป็นประเภทต่างๆ ได้แก่ ด้านศิลปวัฒนธรรม การเมือง ความรักและอารมณ์ต่างๆ ตำนาน นิทาน คติคำสอน วิถีชีวิตและสภาพแวดล้อม และธรรมะ ปรัชญา

ต่อมาเมื่อประชาชนลดความสนใจ การพิมพ์วรรณกรรมค่าวซอจึงชะลอและยุติการพิมพ์ในที่สุด

พลวัตของค่าวยังคงดำเนินมาอย่างต่อเนื่องจนถึงช่วงพ.ศ. ๒๕๐๐ เป็นช่วงแห่งความเปลี่ยนแปลงด้านสังคม การเมือง การศึกษา และเทคโนโลยีการสื่อสารอันเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อวรรณกรรมล้านนาในยุคนั้น วรรณกรรมล้านนาประเภทค่าวซอและค่าวฮ่ำที่เคยรุ่งเรืองถึงขีดสุดเริ่มลดความนิยมลงไปเมื่อมีสื่อวิทยุโทรทัศน์เข้ามามีบทบาทมากขึ้น กระแสความนิยมค่าวจึงค่อย ๆ แผ่วเบาลงไป

สภาพการณ์เช่นนี้คงอยู่เพียงช่วงสั้นๆเท่านั้น ภายหลังได้มีกวีล้านนาบางกลุ่มที่พยามยามสืบทอดภูมิปัญญาด้านการแต่งค่าวซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของล้านนาโดยได้หันมารวมกลุ่มกันเพื่อจัดตั้งชมรมสืบสานกวีล้านนา ในช่วงหลังพ.ศ. ๒๕๒๐ เป็นต้นมา เช่น ชมรมฟื้นฟูกวีล้านนาไทย ก่อตั้งเมื่อ พ.ศ. ๒๕๒๗ ชมรมอนุรักษ์ภาษาวัฒนธรรมล้านนา ก่อตั้งประมาณพ.ศ. ๒๕๔๐ ชมรมนักกลอนเชียงใหม่-ลำพูน เป็นต้น บรรดากวีล้านนาที่ร่วมกันก่อตั้งเป็นชมรมต่างๆ ล้วนมีจุดประสงค์คล้ายๆ กันคือ เพื่ออนุรักษ์ และสืบทอดการแต่งคำประพันธ์ประเภทค่าวของล้านนา โดยการจัดประกวดกันในชมรมบ้าง ส่งเสริมให้สมาชิกส่งผลงานเพื่อนำมารวมเล่มเป็นวารสารของชมรมบ้าง ฯลฯ ทั้งนี้เพื่อเป็นการเผยแพร่ผลงานของสมาชิกในชมรมไปพร้อมกัน

ผลจากการดำเนินงานต่างๆของชมรมฯ เป็นที่มาของการจัดทำหลักสูตรอย่างเป็นระบบ ดังเช่น ชมรมฟื้นฟูกวีล้านนาได้จัดทำหลักสูตรร่วมกับกระทรวงวัฒนธรรม และมหาวิทยาลัยศรีนครินวิโรฒ ในปีการศึกษา ๒๕๔๘ บทบาทของสมาชิกในชมรมดังกล่าว นำไปสู่การเผยแพร่และสร้างสรรค์ผลงานกวีนิพนธ์ของชาวล้านนารุ่นใหม่ ดังเช่นผลงานของ อโศก ศรีสุวรรณ สาคร พรหมไชยา เป็นต้น

ในระยะกว่าสองทศวรรษ ที่หน่วยงานและสถาบันการศึกษาต่างๆ ดำริให้มีการประกวดค่าวฮ่ำ อาทิ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ที่ส่งเสริมการประกวดแต่งค่าวฮ่ำ เนื่องในวันมหิดล เริ่มจัดการประกวดครั้งแรกประมาณปีพ.ศ. ๒๕๓๐ เรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน ต่อมาในปีพ.ศ. ๒๕๓๔ สถาบันวิจัยสังคม มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ได้จัดประกวดค่าวซอขึ้นเพื่อกระตุ้นให้กวีพื้นบ้าน และประชาชนในภาคเหนือได้เล็งเห็นถึงปัญหาที่กำลังเกิดขึ้น และช่วยกันสร้างสำนึกในการอนุรักษ์ป่าไม้ ตลอดถึงสภาพธรรมชาติมิให้หมดไปพร้อมกันนี้ก็รณรงค์ให้เกิดการปลูกป่ากันมากยิ่งขึ้น

ส่วนสถานศึกษาอื่นที่จัดการประกวดแต่งค่าวฮ่ำ อาทิ โรงเรียนขุนตาลวิทยาคม โดยกลุ่มสาระภาษาไทย ที่จัดรายการประกวดค่าวฮ่ำทางสถานีวิทยุชุมชน เม็งกาโต เรดิโอ คลื่นความถี่ เอฟเอ็ม ๙๑.๗๕ เม็กกะเฮิร์ตซ์ โดยออกอากาศทุกๆ สัปดาห์ สัปดาห์ละ ๓ ชั่วโมง ผลปรากฏว่ามีผู้สนใจส่งค่าวเข้าประกวดจำนวนมากถึง ๙๓ สำนวน จาก ๓ อำเภอ ได้แก่ อำเภอพญาเม็งราย อำเภอขุนตาล และอำเภอเชียงของ จากความสนใจของคนหนุ่มสาวและชาวบ้านที่ส่งค่าวเข้าประกวดดังกล่าว ทำให้กลุ่มสาระภาษาไทยนำผลงานที่ได้รับรางวัลบรรจุเข้าเป็นส่วนหนึ่งของหลักสูตรวิชาภาษาและวรรณกรรมท้องถิ่น เพื่อให้นักเรียนได้ศึกษาค้นคว้าต่อไป

จะเห็นได้ว่า พลวัตของค่าวมีการเปลี่ยนแปลงมาอย่างต่อเนื่อง แม้ปัจจุบันในศตวรรษที่ ๒๑ ค่าวมีบทบาททางสื่ออินเทอร์เน็ต อาทิ กวีแต่งค่าวทางเฟสบุ๊ค มีชมรมคนรักค่าว ฯลฯ เหล่านี้จึงเป็นสิ่งแสดงให้เห็นว่า ฉันทลักษณ์ประเภทค่าวมีลักษณะร่วมสมัยและมีพลวัตต่อเนื่องไปไม่สิ้นสุด ตราบที่ยังมีคนรักค่าว แต่งค่าว ผู้เขียนเชื่อแน่ว่า เยาวชนล้านนาที่สนใจและรักการแต่งค่าวยังมีอีกมาก และพร้อมจะถ่ายทอดภูมิปัญญาอันเป็นเอกลักษณ์ท้องถิ่นมิให้สูญหายไปอย่างแน่นอน

รายการอ้างอิง

  • ฉัตรยุพา สวัสดิพงษ์. (๒๕๑๗). ค่าวซอเรื่องเจ้าสุวัตรนางบัวคำ. วิทยานิพนธ์อักษรศาสตรมหาบัณฑิต, จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.
  • ประพันธ์ บุญเมือง. (ม.ป.ป.). ค่าวฮ่ำรายการอู้จ๋าภาษากำเมือง [เอกสารอัดสำเนา]. ม.ป.ท.: ม.ป.พ.
  • มณี พยอมยงค์. (๒๕๓๓).“วรรณกรรมร้อยกรองของภาคเหนือ.” การอ่านทำนองร้อยกรองของสี่ภาค: การประชุมเชิงปฏิบัติการ [เอกสารอัดสำเนา]. ม.ป.ท.: ม.ป.พ.
  • มหาวิทยาลัยเชียงใหม่, สถาบันวิจัยสังคม. (๒๕๓๔). การอนุรักษ์ป่าไม้. เชียงใหม่:ผู้แต่ง.
  • เสน่หา บุณยรักษ์. (๒๕๑๙). วรรณกรรมค่าวของภาคเหนือ. กรุงเทพฯ:โรงพิมพ์คุรุสภา.
  • หทัยวรรณ ไชยะกุล. (๒๕๕๖). วรรณกรรมล้านนาร่วมสมัย (พ.ศ.๒๔๑๓-๒๕๕๐): การสืบทอดภูมิปัญญาและการสร้างสรรค์. เชียงใหม่:นพบุรีการพิมพ์.
  • อุดม รุ่งเรืองศรี. (๒๕๔๒). คร่าวซอ. ใน สารานุกรมวัฒนธรรมไทย ภาคเหนือ. (เล่ม ๒, หน้า ๙๒๐).กรุงเทพฯ: มูลนิธิสารานุกรมวัฒนธรรมไทย ธนาคารไทยพาณิชย์.
  • “ ------------ “ . (๒๕๔๖). วรรณกรรมล้านนา. กรุงเทพฯ: สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย.